คู่ที่ผลเลือดต่างกัน คือคู่ที่ฝ่ายหนึ่งมีเชื้อเอชไอวี ส่วนอีกฝ่ายตรวจแล้วได้ผลลบ บทความนี้บอกแทนคู่ของคุณไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของไทย ฉบับปี 2564/2565 ระบุปัจจัยที่เพิ่มหรือลดโอกาสรับเชื้อ เช่น ปริมาณไวรัสของฝ่ายที่มีเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และถุงยางอนามัย ผลลบไม่ได้บอกว่าใครแข็งแรงกว่าใคร และไม่ได้แปลว่าสักวันต้องรับเชื้อ
คู่ที่ผลเลือดต่างกัน แนวทางไทยเขียนเรื่องโอกาสรับเชื้อไว้อย่างไร
แนวทางการรักษาปี 2564/2565 มีตารางประมาณความเสี่ยงต่อครั้งของการสัมผัสแต่ละแบบ ซึ่งในส่วนของเพศสัมพันธ์ไม่ได้ประมาณว่าการรับเชื้อเกิดขึ้นทุกครั้ง และกำกับว่ายังไม่ได้นำปัจจัยที่เพิ่มหรือลดความเสี่ยงมาคิด ผู้เขียนจึงเห็นว่าใช้บอกโอกาสของคู่ใดคู่หนึ่งไม่ได้ และไม่ใช่เหตุผลที่จะเลิกป้องกัน
แนวทางเดียวกันเล่าถึงงานวิจัยสามโครงการในคู่ชายกับชายที่ผลเลือดต่างกัน ซึ่งไม่พบการถ่ายทอดเชื้อเมื่อฝ่ายที่มีเชื้อมีไวรัสในระดับตรวจไม่พบ แม้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย และเล่าถึงงานทบทวนที่พบว่าการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งลดโอกาสรับเชื้อในคู่ต่างเพศที่ผลเลือดต่างกัน
อะไรทำให้โอกาสถ่ายทอดเชื้อในแต่ละคู่ไม่เท่ากัน
ตารางนี้สรุปจากแนวทางการรักษาปี 2564/2565 ของไทย
| สิ่งที่มีผล | แหล่งเขียนไว้ว่า | ทำอะไรได้ |
|---|---|---|
| ปริมาณไวรัสในเลือด | แนวทางไทยจัดปริมาณไวรัสที่สูงเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยง และจัดการรักษาด้วยยาต้านเป็นปัจจัยลดความเสี่ยง | รักษาต่อเนื่องและไปตามนัด เพื่อให้มีผลตรวจล่าสุด |
| รูปแบบของเพศสัมพันธ์และถุงยางอนามัย | ตารางของแนวทางไทยประมาณความเสี่ยงของฝ่ายรับทางทวารหนักไว้สูงที่สุดในกลุ่มเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ส่วนทางปากเขียนว่าต่ำ ไม่มีแบบใดเขียนว่าไม่มีความเสี่ยง และจัดการใช้ถุงยางอนามัยเป็นปัจจัยลดความเสี่ยง | ตกลงกันเรื่องถุงยางอนามัยโดยไม่กดดันกัน และไม่ใช้ลำดับนี้ตัดสินเองว่าไม่ต้องป้องกัน |
| โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นที่ยังไม่ได้รักษา | แนวทางไทยเขียนว่าโรคเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีได้ และแม้ไม่มีอาการก็เพิ่มปริมาณไวรัสเอชไอวีในสารคัดหลั่งได้ | ตรวจคัดกรองและรักษาตามที่หน่วยบริการแนะนำ |
เรื่องระดับไวรัสที่ใช้พูดถึง U=U อ่านต่อได้ที่ Viral Load ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะเป็น U=U
อยู่กันมานานแล้วผลเป็นลบ แนวทางไทยระบุว่าอะไรลดความเสี่ยง
ถ้าสงสัยว่าผลเป็นลบเพราะร่างกายเรากันเชื้อได้เองหรือเปล่า แนวทางไทยที่ผู้เขียนเปิดอ่านไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ รายการปัจจัยที่ลดความเสี่ยงในแนวทางการรักษาปี 2564/2565 เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การรักษาด้วยยาต้าน และการได้รับยาป้องกัน ไม่มีข้อใดเป็นเรื่องพันธุกรรมหรือความแข็งแรงของร่างกาย
ผู้เขียนจึงเห็นว่าผลลบที่ผ่านมาใช้เป็นแผนป้องกันไม่ได้ สิ่งที่วางแผนได้คือการรักษาและวิธีป้องกันที่ทั้งคู่เลือกร่วมกัน
ผลลบครั้งนี้ไม่ใช่คำรับประกันสำหรับครั้งต่อไป
แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 จัดคู่ที่มีผลเลือดต่างไว้ในกลุ่มที่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ แม้ผลตรวจครั้งแรกจะเป็นลบ
แนวทางเดียวกันจัดการตรวจในช่วงเวลาที่ยังตรวจไม่พบ (window period) เป็นสาเหตุหนึ่งของผลลบปลอม การรับเชื้อที่เพิ่งเกิดจึงอาจยังตรวจไม่พบ เรื่องนี้อ่านต่อได้ที่ Window Period คืออะไร? คู่มือครบก่อนตรวจเอชไอวีเพื่อผลที่แม่นยำที่สุด
ถ้าเพิ่งมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันหรือถุงยางอนามัยแตก ในช่วงที่ยังไม่มีผลตรวจยืนยันว่าคู่กดไวรัสได้แล้ว ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง เพื่อประเมินเรื่องยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (เป๊ป) ซึ่งแนวทางการรักษาปี 2564/2565 ให้กินจนครบ 4 สัปดาห์ แม้คู่กินยาต้านอยู่ ก็ให้แพทย์เป็นผู้ประเมินตามแนวทาง ไม่ตัดสินเอง และถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไป เพราะแนวทางให้พิจารณาเป็นราย ๆ ไป

อยู่ด้วยกันต่อ ทางป้องกันที่แนวทางไทยเขียนไว้
แนวทางเพร็พของไทยปี 2568 เขียนว่าในคู่ที่ผลเลือดต่างกัน เมื่อฝ่ายที่มีเชื้อได้รับยาต้านจนกดไวรัสได้สำเร็จ โอกาสถ่ายทอดเอชไอวีสู่คู่นอนจะเป็นศูนย์ แนวทางการรักษาปี 2564/2565 เขียนว่าผู้ที่กินยาสม่ำเสมอมาอย่างน้อย 6 เดือนและมีระดับไวรัสต่ำถึงเกณฑ์ จะไม่แพร่เชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ตัวเลขของเกณฑ์ในเอกสารของกรมควบคุมโรคไม่เท่ากันทุกฉบับ จึงให้แพทย์เป็นผู้อ่านผล ส่วน NHS ของสหราชอาณาจักรเขียนว่าเมื่อกินยาทุกวัน โดยทั่วไปใช้เวลาราว 6 เดือนกว่าไวรัสจะถึงระดับตรวจไม่พบ
หน้า U=U ของกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กำกับว่า ตรวจไม่พบไม่ได้แปลว่าเชื้อหมดไปจากร่างกาย และยังต้องกินยากับพบแพทย์ตามนัดต่อเนื่อง U=U ใช้กับการถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น และถ้าต้องการคุมกำเนิดก็ยังต้องใช้ถุงยางอนามัยหรือวิธีอื่นที่ได้ผล
แนวทางเพร็พปี 2568 เขียนด้วยว่า ฝ่ายที่ผลลบอาจยังต้องการใช้เพร็พ ซึ่งเป็นยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ เช่น เมื่อไม่มั่นใจเรื่องการกินยาของคู่ และให้เป็นการตัดสินใจของผู้รับบริการหลังได้ข้อมูลจากผู้ให้บริการ เพร็พต้องตรวจเอชไอวีก่อนเริ่มและรับจากหน่วยบริการ ถ้าใช้อยู่ จะใช้ต่อหรือหยุดให้คุยกับแพทย์ก่อน
อ่านเรื่อง U=U ต่อได้ที่หน้า U=U: เมื่อกดไวรัสได้ต่อเนื่อง HIV จะไม่ถูกถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
อยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้วผลเป็นลบ แปลว่าเรามีภูมิพิเศษไหม
ยังสรุปอย่างนั้นไม่ได้ รายการปัจจัยที่ลดความเสี่ยงในแนวทางการรักษาปี 2564/2565 ของไทยไม่มีข้อใดเป็นเรื่องพันธุกรรมหรือความแข็งแรงของร่างกาย ผู้เขียนจึงเห็นว่าไม่ควรใช้ผลลบที่ผ่านมาเป็นแผนป้องกัน
เพิ่งรู้ผลของคู่หลังอยู่ด้วยกันมานาน ต้องหาว่าใครมีเชื้อก่อนไหม
ผู้เขียนแนะนำว่าไม่ต้องเริ่มจากตรงนั้น ถ้าเพิ่งมีเหตุที่ไม่ได้ป้องกัน ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง เลยแล้วก็ยังควรไป จากนั้นฝ่ายที่มีเชื้อเข้ารับการรักษา ฝ่ายที่ผลลบตรวจตามที่หน่วยบริการนัด ถ้าคุยกันเองไม่จบ ถามคลินิกเรื่องบริการให้คำปรึกษาได้
เห็นคู่กินยาทุกวัน แปลว่าอยู่ในสถานะ U=U แล้วใช่ไหม
ยังบอกไม่ได้จากการเห็นว่ากินยาครบ แนวทางการรักษาปี 2564/2565 พูดถึงผู้ที่กินยาสม่ำเสมอมาอย่างน้อย 6 เดือนและมีระดับไวรัสต่ำถึงเกณฑ์ ซึ่งแพทย์เป็นผู้บอกจากผลตรวจปริมาณไวรัส
คู่กดไวรัสได้แล้ว เรายังต้องไปตรวจตามนัดไหม
แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 จัดคู่ที่มีผลเลือดต่างไว้ในกลุ่มที่ต้องตรวจซ้ำ และไม่ได้เขียนแยกกรณีที่คู่กดไวรัสได้แล้ว จะตรวจถี่แค่ไหนให้หน่วยบริการเป็นผู้กำหนด
คู่ที่ผลเลือดต่างกันจะมีลูกได้ไหม
แนวทางการรักษาปี 2564/2565 มีหัวข้อการวางแผนมีบุตรสำหรับครอบครัวที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อ และให้ครอบครัวได้รับคำปรึกษาเรื่องทางเลือกในการตั้งครรภ์เพื่อลดโอกาสถ่ายทอดเชื้อสู่คู่ จึงควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อน แนวทางเดียวกันเขียนว่า U=U ใช้กับการให้นมแม่ไม่ได้
สรุป
แนวทางการรักษาของไทยปี 2564/2565 ระบุปัจจัยที่เพิ่มหรือลดโอกาสรับเชื้อ เช่น ปริมาณไวรัส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และถุงยางอนามัย ผลลบบอกเรื่องของช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้รับประกันครั้งต่อไป แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสักวันต้องรับเชื้อ เพราะแนวทางเพร็พปี 2568 เขียนว่าเมื่อฝ่ายที่มีเชื้อรักษาจนกดไวรัสได้สำเร็จ โอกาสถ่ายทอดสู่คู่นอนจะเป็นศูนย์
ถ้าเพิ่งมีเหตุที่ไม่ได้ป้องกันในช่วงที่ยังไม่มีผลยืนยันว่าคู่กดไวรัสได้ ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง เลยแล้วก็ยังควรไป และนัดคุยกับหน่วยบริการ เพื่อให้ฝ่ายที่มีเชื้อมีผลตรวจไวรัสล่าสุด และฝ่ายที่ผลลบได้ตารางตรวจของตัวเอง
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- กรมควบคุมโรค — แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 เรื่องความเสี่ยงต่อครั้งและเป๊ป
- กรมควบคุมโรค — แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2568 เรื่องคู่ผลเลือดต่าง
- กรมควบคุมโรค — แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 เรื่องการตรวจซ้ำ
- กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค — U = U เราเท่ากัน ทุกคนเท่าเทียม
- NHS — HIV and AIDS
