ตรวจไม่พบ = ไม่แพร่เชื้อ · U=U คือความจริงที่วิทยาศาสตร์ยืนยันแล้ว
บทความ

ไวรัสในน้ำอสุจิ เลือดตรวจไม่พบแล้ว U=U ยังใช้ได้ไหม

ไวรัสในน้ำอสุจิเป็นคำถามของคนที่กินยาต้านจนผลเลือดตรวจไม่พบ งานของโรงพยาบาลในปารีส ข้อมูลปี 2549–2554 พบสารพันธุกรรมของไวรัสในน้ำอสุจิ 23 จาก 306 ตัวอย่างของผู้ชาย 88 คนที่เลือดตรวจไม่พบ แต่งานคู่รัก PARTNER ในยุโรปไม่พ…

ไวรัสในน้ำอสุจิ เลือดตรวจไม่พบแล้ว U=U ยังใช้ได้ไหม

ไวรัสในน้ำอสุจิเป็นคำถามของคนที่กินยาต้านจนผลเลือดตรวจไม่พบ เพราะผลไวรัสที่แพทย์ใช้ตรวจจากเลือด แต่ตอนมีเพศสัมพันธ์ คู่สัมผัสน้ำอสุจิหรือสารคัดหลั่งในช่องคลอด งานวิจัยบางชิ้นตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสในน้ำอสุจิเป็นครั้งคราว แต่งานคู่รักต่างสถานะในยุโรปไม่พบการส่งต่อเชื้อภายในคู่ เมื่อไวรัสในเลือดถูกกดไว้ตามเกณฑ์ของงาน

บทความนี้พูดถึง U=U เฉพาะการไม่ส่งต่อเชื้อทางเพศสัมพันธ์

U=U ในแนวทางไทย และการตรวจเลือดที่องค์การอนามัยโลกพูดถึง

แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 ของกรมควบคุมโรค เขียนในเรื่องการรักษาเสมือนการป้องกันว่า การเริ่มยาต้านเร็วและกินยาได้ดี นำไปสู่การกดไวรัสให้อยู่ในระดับตรวจไม่พบได้ ซึ่งทำให้ไม่ถ่ายทอดเชื้อไปสู่คู่นอน และเรียกว่า U=U แนวทางเล่มนี้ยกงาน PARTNER ข้างล่างเป็นหนึ่งในงานที่ไม่พบการถ่ายทอดเชื้อในคู่ชายที่ผลเลือดต่างกัน

เอกสารสรุปนโยบายขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่า ผู้ที่ตรวจไม่พบไวรัสด้วยการตรวจที่องค์การรับรอง และกินยาตามที่สั่งต่อไป มีความเสี่ยงเป็นศูนย์ที่จะส่งต่อเอชไอวีให้คู่นอน การตรวจที่เอกสารพูดถึงใช้ตัวอย่างจากเลือด เช่น พลาสมา หรือเลือดหยดแห้งบนกระดาษ

ไวรัสในน้ำอสุจิอยู่ตรงไหน และกินยาแล้วตรวจไม่พบด้วยไหม

แนวทางเล่มเดียวกันอธิบายในเรื่องการล้างอสุจิเพื่อช่วยให้มีลูก ว่าตัวอสุจิไม่มีตัวรับของเอชไอวี ส่วนเชื้ออยู่ในน้ำกาม (seminal fluid) และเซลล์เม็ดเลือดขาว การคัดเลือกตัวอสุจิจึงเหมือนแยกตัวอสุจิออกจากเชื้อ

เอกสารขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่า คนส่วนใหญ่ที่ได้ยาสม่ำเสมอและกินตามที่สั่ง ในที่สุดจะถึงจุดที่ตรวจไม่พบไวรัสทั้งในเลือดและในสารคัดหลั่งของอวัยวะเพศ แต่ภาวะนี้กลับได้ถ้าขาดหรือหยุดยา ถ้าคุณกินยาอยู่ อย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง

งานที่ตรวจน้ำอสุจิของผู้ชายที่เลือดตรวจไม่พบ พบอะไร

งานของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในปารีส ฝรั่งเศส ตีพิมพ์ปี 2557 ย้อนดูข้อมูลปี 2549–2554 ของผู้ชายที่มีเชื้อ 88 คนในโครงการช่วยการมีบุตร ทุกคนกินยาต้านและตรวจไม่พบไวรัสในเลือดมากกว่าหกเดือนตามเกณฑ์รับเข้าของงาน ทีมวิจัยพบสารพันธุกรรมของไวรัสในน้ำอสุจิ 23 จาก 306 ตัวอย่าง จากผู้ชาย 17 จาก 88 คน

ภาพประกอบ: ไวรัสในน้ำอสุจิ เลือดตรวจไม่พบแล้ว U=U ยังใช้ได้ไหม (2/3)

ตัวอย่างสองชุดที่เก็บห่างกันหนึ่งชั่วโมงจากคนเดียวกันให้ผลไม่ตรงกัน 12 จาก 129 คู่ ทีมวิจัยจึงสรุปว่าไวรัสออกมาเป็นพัก ๆ และเขียนว่าผลนี้ควรทำให้ระวังการพึ่งการรักษาอย่างเดียวในคู่ต่างสถานะที่อยากมีลูก ข้อความนี้เขียนก่อนผลสุดท้ายของงานในหัวข้อถัดไป

ข้อจำกัดคือ งานนี้มาจากโรงพยาบาลเดียว และวัดสารพันธุกรรมของไวรัสในน้ำอสุจิ ไม่ได้ติดตามว่ามีการส่งต่อเชื้อให้คู่หรือไม่

งานที่นับการส่งต่อเชื้อในคู่รักจริง พบอะไร

งาน PARTNER ติดตามคู่รักที่ฝ่ายหนึ่งมีเชื้อและไวรัสในเลือดถูกกดไว้ตามเกณฑ์ของงาน อีกฝ่ายไม่มีเชื้อ ใน 75 แห่งของ 14 ประเทศในยุโรป บทความผลสุดท้ายปี 2562 รายงานว่า

  • ระยะแรก (ปี 2553–2557) มีคู่ชายหญิง 548 คู่ และคู่ชาย 340 คู่ ที่มีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่พบการส่งต่อเชื้อภายในคู่
  • ระยะที่สองรับเฉพาะคู่ชาย ติดตามถึงปี 2561 และวิเคราะห์คู่ชาย 782 คู่ที่เข้าเกณฑ์ รวมคู่ชายจากระยะแรก
  • ในการวิเคราะห์นี้ ฝ่ายที่ไม่มีเชื้อได้รับเชื้อ 15 คน แต่เมื่อเทียบลำดับพันธุกรรมของไวรัสแล้ว ไม่มีรายใดเป็นไวรัสจากคู่ของตัวเอง

ทีม PARTNER เขียนว่า ผู้ที่ไวรัสในเลือดถูกกดไว้อาจตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสในน้ำอสุจิและสารคัดหลั่งอื่นของอวัยวะเพศเป็นครั้งคราว แต่ปริมาณเล็กน้อยนี้ดูไม่สัมพันธ์กับความเสี่ยงการส่งต่อเชื้อ ทีมวิจัยสันนิษฐานว่าอาจไม่ใช่ไวรัสที่ครบตัว แบ่งตัวไม่ได้ หรือมีน้อยเกินไป

ทีมวิจัยยังอ้างงานคู่รัก Partners in Prevention ที่ไม่พบการส่งต่อเชื้อจากคนที่ตรวจพบไวรัสในสารคัดหลั่งของอวัยวะเพศแต่ไวรัสในเลือดถูกกดไว้ ส่วนข้อสรุปของทีมเองคือ เมื่อไวรัสถูกกดไว้ ความเสี่ยงทั้งทางทวารหนักและทางช่องคลอดเป็นศูนย์ในทางปฏิบัติ

ข้อจำกัดที่ทีมวิจัยเขียน เช่น ฝ่ายที่ไม่มีเชื้อในการวิเคราะห์นี้ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว (686 จาก 767 คนที่ตอบ) คู่ส่วนใหญ่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยกันมานานกว่าหกเดือนก่อนเข้างาน จึงบอกความเสี่ยงของคู่ที่เพิ่งคบกันไม่ได้ และมีข้อมูลน้อยในช่วงเดือนแรก ๆ หลังเริ่มยา

ไวรัสในน้ำอสุจิกับชีวิตจริง ทำอะไรได้บ้าง

  • ช่วงเพิ่งเริ่มยา บทความ PARTNER ปี 2562 เขียนว่าควรใช้วิธีป้องกันอื่นด้วย เช่น ถุงยางอนามัยหรือเพร็พ จนกว่าไวรัสในเลือดจะถูกกดได้เต็มที่และต่อเนื่อง ทีมวิจัยอ้างงาน Partners PrEP ว่าการส่งต่อเชื้อ 3 รายในช่วงแรกหลังเริ่มยาเกิดก่อนไวรัสในเลือดถูกกดได้สมบูรณ์ ถ้าจะใช้เพร็พในช่วงนี้ แนวทางเพร็พของไทย ปี 2568 เขียนระยะรอยาออกฤทธิ์ไว้ต่างกันตามชนิดของเพร็พ ให้ถามหน่วยบริการ ส่วนถุงยางอนามัยใช้ได้ทันที อ่านเพิ่มได้ที่ การ เข้าสู่ U=U ใช้เวลานานเท่าไหร่? ถึงจะไม่พบเชื้อ HIV
  • U=U พูดถึงเอชไอวีเท่านั้น เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นอ่านได้ที่ STI กับ U=U: เป็นหนองในหรือซิฟิลิส ยังไม่แพร่ HIV ไหม
  • ถ้าคุณหรือคู่กำลังใช้ยาป้องกัน เช่น เพร็พ จะใช้ต่อหรือหยุด ให้คุยกับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก่อน

ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์ว่าผลไวรัสครั้งล่าสุดอยู่ในระดับที่ใช้กับ U=U แล้วหรือยัง และนัดตรวจครั้งต่อไปเมื่อไร

คำถามที่พบบ่อย

ต้องตรวจน้ำอสุจิเพื่อยืนยันว่าเป็น U=U ไหม

ผู้เขียนไม่พบคำแนะนำให้ตรวจน้ำอสุจิในแหล่งที่เปิดอ่าน งาน PARTNER ในยุโรป (บทความปี 2562) ใช้ผลไวรัสในเลือดตามการดูแลปกติเป็นเงื่อนไข และเอกสารขององค์การอนามัยโลกปี 2566 พูดถึงการตรวจจากตัวอย่างเลือด แพทย์เป็นผู้อ่านผลว่าอยู่ในระดับที่ใช้หรือไม่

ภาพประกอบ: ไวรัสในน้ำอสุจิ เลือดตรวจไม่พบแล้ว U=U ยังใช้ได้ไหม (3/3)

ผู้หญิงที่ไวรัสในเลือดตรวจไม่พบ สารคัดหลั่งในช่องคลอดล่ะ

งาน PARTNER ระยะแรกในยุโรปมีคู่ชายหญิง 548 คู่ และไม่พบการส่งต่อเชื้อภายในคู่ แต่บทความผลสุดท้ายปี 2562 ไม่ได้แยกว่ากี่คู่ที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้มีเชื้อ บทความเดียวกันสรุปว่าความเสี่ยงทางช่องคลอดเป็นศูนย์ในทางปฏิบัติเมื่อไวรัสถูกกดไว้ ส่วนเอกสารขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนถึงสารคัดหลั่งของอวัยวะเพศโดยไม่แยกชายหญิง

ออรัลเซ็กส์หรือกลืนน้ำอสุจิ U=U ครอบคลุมไหม

เอกสารขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่าความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์เป็นศูนย์เมื่อตรวจไม่พบและกินยาตามที่สั่งต่อไป โดยไม่แยกรูปแบบ งาน PARTNER ในยุโรป (บทความปี 2562) ไม่พบการส่งต่อเชื้อภายในคู่ในทุกรูปแบบที่คู่รายงาน แต่งานนับอัตราการส่งต่อจากเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเป็นหลัก

ลืมกินยาหลายวัน ไวรัสในน้ำอสุจิจะกลับมาไหม

เอกสารขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่าภาวะที่ตรวจไม่พบกลับได้ถ้าหยุดยา อย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง ให้ติดต่อคลินิกเพื่อถามว่าจะกินต่ออย่างไรและควรตรวจไวรัสเมื่อไร ผู้เขียนแนะนำให้ถามด้วยว่าระหว่างนี้ควรใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่

ผลวิจัยที่เจอไวรัสในน้ำอสุจิ แปลว่าคนเหล่านั้นส่งต่อเชื้อได้ไหม

งานในปารีส ข้อมูลปี 2549–2554 ที่พบ 23 จาก 306 ตัวอย่าง วัดสารพันธุกรรมของไวรัส ไม่ได้ติดตามการส่งต่อเชื้อ ทีม PARTNER ในยุโรปเขียนไว้ในบทความปี 2562 ว่าปริมาณเล็กน้อยในน้ำอสุจิดูไม่สัมพันธ์กับความเสี่ยง เมื่อไวรัสในเลือดถูกกดไว้

สรุป

ไวรัสในน้ำอสุจิอาจตรวจพบเป็นครั้งคราว เช่น งานในปารีสช่วงปี 2549–2554 พบ 23 จาก 306 ตัวอย่างของผู้ชายที่เลือดตรวจไม่พบ แต่งาน PARTNER ในยุโรปไม่พบการส่งต่อเชื้อภายในคู่ เมื่อไวรัสในเลือดถูกกดไว้ตามเกณฑ์ของงาน องค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่าความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์เป็นศูนย์เมื่อตรวจไม่พบและกินยาตามที่สั่งต่อไป แนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 ก็เขียนถึง U=U ไว้ อย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง

อ่านพื้นฐานเรื่องนี้เพิ่มได้ที่หน้า U=U: เมื่อกดไวรัสได้ต่อเนื่อง HIV จะไม่ถูกถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง