ตรวจสุขภาพทางเพศ คืออะไร? ตรวจอะไรบ้างและควรตรวจบ่อยแค่ไหน?

By kappok tongtana

ในชีวิตประจำวัน เรามักให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพทั่วไป เช่น ตรวจเลือด ตรวจตับ หรือเอกซเรย์ แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือการ ตรวจสุขภาพทางเพศ ซึ่งจริง ๆ แล้วสำคัญไม่แพ้กัน เพราะสุขภาพทางเพศที่ดี ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีโรคเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมีความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย มั่นใจ และปราศจากความกังวล ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า การตรวจสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือ “การรักตัวเองอย่างมีความรับผิดชอบ” การตรวจเป็นประจำช่วยให้เรารู้เท่าทันโรคต่าง ๆ รักษาได้ทัน และลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

ตรวจสุขภาพทางเพศ คืออะไร?

“ตรวจสุขภาพทางเพศ” หมายถึง การตรวจร่างกายและเลือดที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และเพศสัมพันธ์ เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections – STIs) รวมถึงการประเมินฮอร์โมนและสุขภาพโดยรวมที่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศ

จุดประสงค์หลักของการตรวจสุขภาพทางเพศคือ

  • ตรวจหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเพื่อให้รักษาได้ทัน
  • ป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  • เสริมความมั่นใจในชีวิตรักและความสัมพันธ์
  • รู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น

ไม่ว่าคุณจะมีคู่นอนประจำหรือไม่ก็ตาม หากมีเพศสัมพันธ์ “ควรตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ” เพราะบางโรคอาจไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อได้

ตรวจสุขภาพทางเพศ ตรวจอะไรบ้าง?

หลายคนอาจสงสัยว่า “ตรวจสุขภาพทางเพศต้องตรวจอะไรบ้าง?” คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมทางเพศ ความเสี่ยง และคำแนะนำจากแพทย์ แต่โดยทั่วไปจะแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มการตรวจหลัก ๆ ดังนี้

ตรวจสุขภาพทางเพศ ตรวจอะไรบ้าง

1. ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs)

นี่คือหัวใจของการตรวจสุขภาพทางเพศ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดอาจไม่มีอาการแต่ส่งผลรุนแรงในระยะยาว เช่น

  • HIV (เชื้อเอชไอวี) ตรวจเลือดหาแอนติบอดีหรือแอนติเจนของเชื้อ รู้ผลภายในไม่กี่วัน
  • ซิฟิลิส (Syphilis) ตรวจเลือดหาเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum หากไม่รักษาอาจลุกลามไปถึงสมองและหัวใจ
  • หนองใน (Gonorrhea) และ หนองในเทียม (Chlamydia) ตรวจจากสารคัดหลั่งหรือปัสสาวะ มักไม่แสดงอาการในช่วงแรกแต่ทำให้มีบุตรยากได้
  • ไวรัสตับอักเสบบี และซี (HBV, HCV) ตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันและเชื้อไวรัส โรคนี้ติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์
  • เริม (Herpes Simplex Virus) ตรวจจากตุ่มน้ำหรือเลือด เป็นไวรัสที่อยู่ในร่างกายตลอดชีวิตแต่ควบคุมได้ด้วยยา
  • HPV (Human Papillomavirus) ตรวจจากเซลล์ปากมดลูกหรือทวารหนัก เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งทวารหนัก

2. ตรวจเลือดทั่วไปและฮอร์โมน

บางคลินิกมีบริการตรวจฮอร์โมนเพศ เช่น Testosterone, Estrogen, FSH/LH รวมถึงการตรวจการทำงานของตับ ไต และไขมันในเลือด ซึ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้ยาคุมหรือฮอร์โมนเสริม

3. ตรวจร่างกายและอวัยวะเพศ

แพทย์จะตรวจดูอาการผิดปกติ เช่น แผล ตุ่ม ผื่น หรือการอักเสบ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงโรคทางเพศสัมพันธ์

“ChatLove2test"

4. ตรวจสุขภาพทางเพศ เฉพาะกลุ่ม

  • คู่รักที่วางแผนมีบุตร ควรตรวจทั้งคู่ก่อนตั้งครรภ์
  • ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย (MSM) ควรตรวจบริเวณคอหอย ทวารหนัก และปัสสาวะ
  • ผู้ใช้ฮอร์โมนหรือยาต้านไวรัส (PrEP/PEP) ควรตรวจเลือดและสุขภาพตับไตเป็นระยะ

ทำไมถึงควร ตรวจสุขภาพทางเพศ ?

  1. เพราะหลายโรคไม่มีอาการชัดเจน โรคหนองในเทียมหรือซิฟิลิสอาจไม่มีอาการ แต่สามารถทำลายระบบสืบพันธุ์ได้
  2. เพราะช่วยลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น เมื่อรู้ผลเร็ว รักษาเร็ว ก็จะช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อสู่คู่นอน
  3. เพราะเป็นการดูแลตัวเองและคนที่เรารัก การตรวจสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องของความกล้า แต่คือความรับผิดชอบต่อร่างกายของเราเอง
  4. เพราะปัจจุบันตรวจได้ง่ายและเป็นส่วนตัวมาก มีบริการจองคิวออนไลน์ เช่นผ่านแพลตฟอร์ม Love2Test ที่ช่วยให้เลือกคลินิกและเวลาตรวจได้ตามสะดวก

ควรตรวจบ่อยแค่ไหน?

ความถี่ในการตรวจสุขภาพทางเพศขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละคน

  • ผู้มีคู่นอนหลายคน หรือไม่ใช้ถุงยางสม่ำเสมอ → ควรตรวจทุก 3–6 เดือน
  • ผู้ที่มีคู่นอนประจำและตรวจแล้วปลอดภัยทั้งคู่ → ตรวจปีละ 1 ครั้ง
  • ผู้เริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ หรือมีคู่นอนใหม่ → ควรตรวจหลังผ่านช่วง Window Period (2–4 สัปดาห์หลังเสี่ยง)
  • ผู้มีอาการผิดปกติ เช่น คัน แสบ มีตกขาวผิดปกติ หรือมีแผล ควรตรวจทันที

สำหรับผู้หญิงควรตรวจภายในและทำ Pap smear ทุก 1–3 ปี เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อ HPV

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพทางเพศ

  1. งดปัสสาวะก่อนตรวจ 2 ชั่วโมง (หากจะตรวจปัสสาวะหรือสารคัดหลั่ง)
  2. งดใช้ยาฆ่าเชื้อ ครีม หรือยาสอดก่อนตรวจ
  3. แจ้งประวัติทางเพศอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้แพทย์ประเมินได้เหมาะสม
  4. หากเคยตรวจมาก่อน ให้นำผลเก่ามาด้วยเพื่อเปรียบเทียบ
  5. เตรียมบัตรประชาชนหรือเอกสารยืนยันตัวตน

ตรวจสุขภาพทางเพศได้ที่ไหน

คุณสามารถเข้ารับการตรวจได้ทั้งใน

  • โรงพยาบาลรัฐและเอกชน
  • คลินิกเฉพาะทางด้านสุขภาพทางเพศ
  • คลินิกนิรนามของกรมควบคุมโรค
  • คลินิกพันธมิตรในระบบจองออนไลน์ เช่น Love2Test

หลายแห่งมีบริการที่เป็นมิตรต่อทุกเพศ พร้อมให้คำปรึกษาก่อนและหลังตรวจ เพื่อให้คุณเข้าใจผลตรวจและแนวทางดูแลต่อเนื่อง

“PrEPLove2test"

ข้อควรรู้ก่อนเลือกสถานที่ตรวจสุขภาพทางเพศ

  1. เลือกสถานที่ที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์และห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรอง
  2. คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว หากคุณกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ควรเลือกคลินิกที่รับรองความลับของผู้รับบริการ
  3. ตรวจสอบบริการเพิ่มเติม เช่น การให้คำปรึกษา การติดตามผล การรักษาเบื้องต้น
  4. พิจารณาความสะดวกในการเดินทางและการจองคิว ปัจจุบันหลายคลินิกเปิดให้จองผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

การดูแลสุขภาพทางเพศ หลังการตรวจ

หลังจากตรวจสุขภาพทางเพศแล้ว ไม่ว่าผลตรวจจะเป็นอย่างไร การดูแลตัวเองต่อเนื่องก็สำคัญไม่แพ้กัน

  • หากผลเป็นลบ (ไม่พบเชื้อ) ควรรักษาพฤติกรรมที่ปลอดภัย เช่น ใช้ถุงยางทุกครั้ง และตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่เหมาะสม
  • หากผลเป็นบวก (พบการติดเชื้อ) ไม่ต้องตกใจ เพราะโรคส่วนใหญ่รักษาได้ หากพบเร็ว และควรเข้ารับคำปรึกษาเพื่อวางแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • ปรับพฤติกรรมทางเพศให้ปลอดภัยขึ้น
    • ใช้ถุงยางทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
    • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกัน
    • สื่อสารอย่างเปิดใจกับคู่นอน

สุขภาพทางเพศที่ดีเริ่มจากการดูแลตัวเองในทุกขั้นตอน ทั้ง “ก่อนตรวจ–ระหว่างตรวจ–หลังตรวจ”

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ของการ ตรวจสุขภาพทางเพศ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ของการ ตรวจสุขภาพทางเพศ

Q: ตรวจสุขภาพทางเพศเจ็บไหม?
A: โดยทั่วไปไม่เจ็บมาก การตรวจส่วนใหญ่เป็นการเจาะเลือดหรือตรวจปัสสาวะ บางกรณีอาจมีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งซึ่งใช้เวลาไม่นาน

Q: ต้องรอผลนานไหม?
A: ส่วนใหญ่รู้ผลภายใน 1–3 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทของการตรวจและคลินิก

Q: ผลตรวจจะถูกเก็บเป็นความลับไหม?
A: ใช่ คลินิกและโรงพยาบาลทุกแห่งจะรักษาความลับของผู้รับบริการอย่างเข้มงวด

Q: ถ้าไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจไหม?
A: จำเป็น เพราะโรคหลายชนิดไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อได้ เช่น หนองในเทียมหรือไวรัสตับอักเสบ

สรุป: ตรวจสุขภาพทางเพศ คือการรักตัวเองในแบบที่ถูกต้อง

ตรวจสุขภาพทางเพศ ไม่ใช่เรื่องต้องอายหรือรอให้มีอาการถึงจะตรวจ เพราะสุขภาพที่ดีคือการรู้เท่าทันตั้งแต่เนิ่น ๆ การตรวจเป็นประจำช่วยให้คุณมั่นใจในร่างกายของตัวเอง ปลอดภัยในความสัมพันธ์ และพร้อมใช้ชีวิตอย่างสบายใจ อย่าลืมว่า “รู้เร็ว รักษาเร็ว ปลอดภัยกว่าแน่นอน” เพราะการรักตัวเอง เริ่มต้นได้จากการตรวจสุขภาพทางเพศวันนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก:
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ STD ราคาเท่าไร ที่ไหนดี ปี 2568
ความสำคัญของการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ
คู่มือการตรวจสุขภาพทางเพศ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save