การรักษาเอชไอวีต้องมีทั้งยาต้าน การตรวจติดตาม และความช่วยเหลือให้ใช้ยาได้ต่อเนื่อง การฟื้นตัวต่างกันแต่ละคน ไม่รับรองว่าทุกคนจะกลับมาแข็งแรงภายในหกเดือน และไม่ใช้คำว่าแค่กินยาหรือความมีวินัยมาตัดสินผู้ที่มีอุปสรรค [1] [2]
ทำความรู้จักเชื้อไวรัส HIV
HIV หรือ เอชไอวี ชื่อภาษาอังกฤษ Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของคน คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค การติดเชื้อ เมื่อเชื้อไวรัส HIV ทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 จนมีปริมาณน้ยยลง และไม่เพียงพอต่อการต้านทานเชื้อโรค เป็นสาเหตุให้เกิดอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากไม่ได้รับการรักษาจะเข้าสู่ระยะโรคเอดส์
เหตุการณ์ที่ทำให้เสี่ยงติดเชื้อ HIV
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน (ไม่สวมถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์)
- สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้มีเชื้อโดยตรง เช่น น้ำอสุจิ เลือด สารคัดหลั่ง
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน มักพบในผู้ที่ใช้สารเสพติดฉีดเข้าเส้นเลือด
- การติดระหว่างแม่สู่ลูก ระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงดูด้วยการให้นม
ระยะการติดเชื้อ HIV
ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อ
HIV ในช่วงแรก ที่ติดเชื้อปริมาณไม่มากนักอาจยังตรวจหาเชื้อ หรือภูมิต้านทานต่อเชื้อไม่พบ ซึ่งอาจเป็นช่วง 2 - 12 สัปดาห์ ในระยะนี้ผู้มีเชื้อจะมีอาการไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต บางรายอาจมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ถ่ายแหลว อาการเหล่านี้มักจะอยู่ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ แล้วหายเองได้
ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (ระยะแฝง)
ผู้มีเชื้อเอชไอวีบางคนไม่มีอาการ จึงไม่สามารถตัดสินจากรูปลักษณ์หรือจำนวนปีได้ การตรวจและการรักษาต่อเนื่องช่วยดูแลสุขภาพ เมื่อคงระดับไวรัสตามเกณฑ์ U=U จะไม่ถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์ ไม่เรียกบุคคลว่าพาหะหรือกำหนดว่าระยะไม่มีอาการนานสิบปีในทุกคน [1] [3]
ระยะโรคเอดส์ (ไม่ใช่ HIV แล้ว)
ระยะโรคเอดส์นี้ เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ระบบภูมิคุ้มกันโรคของผู้ป่วยแย่ลงมาก จากการตรวจระดับ CD4 พบว่ามีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ฉวยโอกาสเข้ามาในร่างกายระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการไข้ ไอ ท้องเสีย น้ำหนักลด จนผอมแห้งและอ่อนเพลียอาเจียน ปวดท้อง คลื่นไส้ กลืนลำบาก ตกขาวบ่อยในผู้หญิง มีผื่นคันตามผิวหนัง ซีด มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออกจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ พฤติกรรมผิดแปลกไปจากเดิมเนื่องจากความผิดปกติของสมอง
HIV รักษาได้ แค่รู้วิธี
ปัจจุบันมีการรักษาด้วย ยาต้านไวรัสเอชไอวี (Antiretroviral therapy : ART) ที่มีประสิทธิภาพสูง มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะของโรค สภาพร่างกาย ผลข้างเคียงของยา และความดื้อต่อยา ยาต้านไวรัสเอชไอวีไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกาย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการเกิดโรคเอดส์
และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ผู้อื่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน และมีสุขภาพดี
ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเอชไอวี
- ยาต้านไวรัสเอชไอวีอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ แต่ผลข้างเคียงเหล่านี้มักไม่รุนแรง และสามารถหายได้เอง
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาต้านไวรัสเอชไอวี ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
- หากผู้ป่วยพบผลข้างเคียงใดๆ ที่รุนแรง และเป็นนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ แพทย์อาจปรับขนาดยา เปลี่ยนชนิดยา หรือให้ยาอื่นเพื่อบรรเทาอาการ
การดูแลตัวเองเมื่อเป็นเอชไอวี

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นเอชไอวี มีความสำคัญอย่างมากต่อการมีสุขภาพที่ดี และยืดอายุขัยโดยวิธีต่อไปนี้
- รับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างเคร่งครัด ยาต้านไวรัสเอชไอวีมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรค ผู้ป่วยที่ได้รับยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง จะมีปริมาณไวรัสในเลือด (viral load) ต่ำจนตรวจไม่พบ (undetectable) ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการเกิดโรคเอดส์ และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
- ติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ แพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อตรวจเลือด ติดตามผลการรักษา และประเมินผลข้างเคียงของยา
- ดูแลสุขภาพทั่วไป ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
- ความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าควรได้รับการดูแล ไม่ใช่ความผิดหรือหลักฐานว่าภูมิคุ้มกันแย่ลงโดยตรงทุกคน คุยกับทีมดูแลหรือคนที่ไว้ใจ และขอส่งต่อบริการสุขภาพจิตตามความต้องการ หากคิดทำร้ายตนเองหรือไม่ปลอดภัยให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที [4]
- ป้องกันการแพร่เชื้อ ผู้มีเชื้อเอชไอวีสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ในปัจจุบันยาต้านไวรัสยังไม่สามารถกำจัดเชื้อ HIV ให้ไปหมดไปจากร่างกายได้ ผู้มีเชื้อ HIV จำเป็นต้องทานยาต้านไวรัสไปตลอด เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการเกิดโรคเอดส์ และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
อ้างอิงตามข้อความที่ตรวจทาน
ตรวจทานและปรับปรุงเนื้อหา: 14 ตุลาคม 2569
