คำถามเรื่อง STI กับ U=U มีคำตอบสั้น ๆ ว่า งานวิจัยคู่รักต่างสถานะไม่พบการถ่ายทอดเอชไอวีจากคู่ที่กินยาต้านไวรัสจนไวรัสตรวจไม่พบตามเกณฑ์ของงานวิจัย แม้ในช่วงที่มีคนรายงานว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) อื่นอยู่ด้วย แต่ U=U ไม่ได้ป้องกันหนองใน หนองในเทียม หรือซิฟิลิส และข้อมูลในช่วงที่มีโรคเหล่านี้ยังน้อยกว่าข้อมูลภาพรวม
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า เมื่อกินยาต้านไวรัสตามที่แพทย์สั่งและรักษาระดับไวรัสให้ตรวจไม่พบได้ต่อเนื่อง ข้อมูลตอนนี้ไม่พบว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้ U=U ใช้ไม่ได้ แต่โรคเหล่านี้ยังส่งต่อกันได้ จึงควรตรวจและรักษาให้ครบทั้งคู่
STI กับ U=U: ทำไมเรื่องนี้ถึงเคยเป็นข้อกังวล
งานวิเคราะห์รวมงานวิจัยชิ้นหนึ่งอธิบายว่า STI ทำให้คนที่ยังไม่ได้รักษาเอชไอวีแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น งานวิจัยของทีมศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย 143 คน ก็พบว่าก่อนเริ่มยา คนที่เป็นโรคเหล่านี้มีไวรัสในน้ำอสุจิและสารคัดหลั่งจากทวารหนักสูงกว่าคนที่ไม่เป็น ส่วนในเลือดสูงกว่าเช่นกันแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์นัยสำคัญทางสถิติ
คำแถลงของผู้เชี่ยวชาญสวิสปี 2008 ซึ่ง i-Base ระบุว่าเป็นงานทบทวนหลักฐานชิ้นแรกที่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง และสรุปว่ายาต้านไวรัสหยุดการถ่ายทอดเชื้อได้ มีเงื่อนไขข้อหนึ่งว่า ผู้มีเชื้อเอชไอวีต้องไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อาจทำให้ไวรัสเพิ่มขึ้น i-Base ระบุว่าการที่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำยืนยันว่าความเสี่ยงเท่ากับศูนย์มาทีหลัง จากแรงผลักดันของแคมเปญ U=U
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ข้อกังวลเดิมมาจากช่วงที่ยังไม่ได้รักษา คำถามจริงคือ เมื่อยาทำงานจนไวรัสตรวจไม่พบแล้ว โรคเหล่านี้ยังเปลี่ยนผลได้หรือไม่
U=U มีเงื่อนไขอะไรที่ต้องครบก่อน
| แหล่ง | เงื่อนไขที่ระบุ | ผลที่ระบุ |
|---|---|---|
| HIV.gov | กินยาต้านไวรัสตามที่แพทย์สั่ง ทำให้ไวรัสตรวจไม่พบ และรักษาระดับนั้นไว้ (คนเกือบทั้งหมดทำได้ โดยทั่วไปภายใน 6 เดือนหลังเริ่มยา) | จะไม่ถ่ายทอดเอชไอวีสู่คู่ที่ไม่มีเชื้อทางเพศสัมพันธ์ |
| i-Base | ไวรัสตรวจไม่พบต่อเนื่อง 6 เดือนตามที่แนวทางแนะนำ ก่อนพึ่ง U=U เต็มที่ และกินยาทุกวันต่อไป | ผลที่ต่ำกว่า 200 copies/mL (จำนวนไวรัสในเลือด 1 มิลลิลิตร) ไม่กระทบ U=U |
| องค์การอนามัยโลก (WHO) | ไวรัสตรวจไม่พบด้วยการตรวจที่ WHO รับรอง และกินยาตามที่สั่งต่อเนื่อง | ความเสี่ยงถ่ายทอดเอชไอวีสู่คู่นอนเป็นศูนย์ |
| องค์การอนามัยโลก (WHO) | ตรวจพบไวรัสแต่ไม่เกิน 1,000 copies/mL และกินยาตามที่สั่ง | ความเสี่ยงเกือบเป็นศูนย์หรือน้อยมากจนแทบไม่มี |
งานวิจัย PARTNER ซึ่งเป็นหลักฐานหลักของ U=U นับว่าไวรัสตรวจไม่พบเมื่อต่ำกว่า 200 copies/mL และระยะที่สองใช้เฉพาะช่วงที่ผลตรวจล่าสุดต่ำกว่าเกณฑ์นี้และตรวจภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา ถ้าอยากทบทวนพื้นฐานก่อน ดูได้ที่คลังความรู้เรื่อง U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
งานวิจัยคู่รักพบอะไรในช่วงที่มี STI
- PARTNER ระยะแรก: คู่ชายหญิงและคู่ชายรักชาย มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยกว่า 58,000 ครั้ง มี 91 คู่ที่ฝ่ายมีเชื้อรายงานว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และไม่พบการถ่ายทอดภายในคู่
- PARTNER ระยะที่สอง: คู่ชายรักชาย 782 คู่ ติดตามรวม 1,593 ปีคู่ มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยราว 76,088 ครั้ง ฝ่ายมีเชื้อ 27% และฝ่ายไม่มีเชื้อ 24% รายงานว่าเคยเป็นโรคเหล่านี้ระหว่างติดตาม ในช่วงที่มีโรคอยู่ คู่เหล่านี้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย 6,090 ครั้ง และไม่พบการถ่ายทอดภายในคู่
- Opposites Attract: คู่ชายรักชาย 358 คู่จากออสเตรเลีย ไทย และบราซิล มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยเกือบ 17,000 ครั้ง มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมอยู่ราว 1,000 ครั้ง และไม่เกิดการถ่ายทอดภายในคู่
i-Base จึงสรุปว่า U=U ยังใช้ได้ แม้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเป็นโรคเหล่านี้อยู่โดยไม่รู้ตัว และย้ำว่าการตรวจเป็นประจำพร้อมรักษาเมื่อจำเป็นยังสำคัญ
หลักฐานเรื่องนี้ชัดเจนแค่ไหน
- ข้อมูลน้อยกว่า: ใน PARTNER ระยะที่สอง ช่วงที่ฝ่ายมีเชื้อเป็นโรคมี 135 ปีคู่ และช่วงที่ฝ่ายไม่มีเชื้อเป็นโรคมี 116 ปีคู่ น้อยกว่า 1,593 ปีคู่ของทั้งงานมาก
- ช่วงความเชื่อมั่นกว้างกว่า: ขอบบนของช่วงความเชื่อมั่น 95% ในภาพรวมคือ 0.23 ต่อ 100 ปีคู่ แต่ในช่วงที่ฝ่ายไม่มีเชื้อเป็นโรคคือ 3.17 ต่อ 100 ปีคู่ ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าเกิดการถ่ายทอด แต่บอกว่าข้อมูลยังไม่มากพอจะยืนยันได้แคบเท่าภาพรวม
- ข้อมูลโรคมาจากแบบสอบถาม: ผู้เข้าร่วมกรอกเองว่ามีอาการหรือได้รับการวินิจฉัยหรือไม่
- หลักฐานโดยตรงมีจำกัด: งานวิเคราะห์รวม 14 งานวิจัยพบว่า ในคนที่กินยาต้านไวรัส ปริมาณไวรัสของคนที่เป็นโรคร่วมสูงกว่าเพียงเล็กน้อยโดยเฉลี่ยและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้วิจัยสรุปว่าไม่น่าจะลดประสิทธิภาพของการรักษาเพื่อป้องกัน แต่ข้อมูลยังไม่พอจะตัดความเป็นไปได้ว่าบางโรคอาจมีผลมากกว่า
งานวิจัยในไทยชิ้นเดิมเสริมอีกด้าน หลังเริ่มยา ผู้เข้าร่วมยังติดโรคใหม่บ่อย พบซิฟิลิส 13.4 หนองใน 16.4 และหนองในเทียม 18.1 ต่อ 100 คน-ปี แต่ยาต้านไวรัสกดไวรัสได้ทั้งในเลือด น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งจากทวารหนักภายในเดือนที่ 12 และ 24 มี 9 คนที่ยังตรวจพบไวรัสในบางตัวอย่าง งานนี้วัดปริมาณไวรัส ไม่ได้ติดตามการถ่ายทอดสู่คู่
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ข้อมูลเรื่อง STI กับ U=U ที่มีไม่พบว่าโรคเหล่านี้ทำให้ U=U ล้มเหลว แต่หลักฐานยังไม่แน่นเท่าภาพรวม จึงไม่ควรปล่อยไว้โดยไม่ตรวจและไม่รักษา
U=U ป้องกันอะไรได้ และป้องกันอะไรไม่ได้
- เอชไอวีทางเพศสัมพันธ์: ป้องกันได้ เมื่อกินยาต่อเนื่องจนไวรัสตรวจไม่พบตามเงื่อนไขในตารางด้านบน
- หนองใน หนองในเทียม ซิฟิลิส และโรคอื่น: ป้องกันไม่ได้ HIV.gov ระบุว่าการตรวจไม่พบไวรัสไม่ได้กันการรับโรคอื่น และไม่ได้กันการส่งต่อโรคอื่นให้คู่
- การตั้งครรภ์: ป้องกันไม่ได้ i-Base ระบุว่าถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ได้ผล
HIV.gov ระบุว่าการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งช่วยป้องกันการส่งต่อโรคอย่างหนองในและหนองในเทียมได้ i-Base มองว่าจะใช้ต่อหรือไม่เป็นทางเลือกส่วนตัว หรือเป็นการตัดสินใจร่วมกันของคู่ อ่านมุมนี้เพิ่มได้ในUndetectable แล้วไม่สวมถุงยางอนามัยได้ไหม
ถ้าตรวจพบ STI ระหว่างที่ไวรัสตรวจไม่พบ คู่รักควรทำอะไร
- กินยาต้านไวรัสต่อตามเดิม อย่าหยุดหรือปรับยาเอง i-Base เตือนว่ายาที่ตีกันจนระดับยาต้านไวรัสลดลงอาจทำให้ไวรัสกลับขึ้นมาได้ ถ้าได้ยารักษาโรคใหม่ ให้เช็กกับเภสัชกรหรือแพทย์
- บอกทีมรักษาเอชไอวี และถามว่าควรตรวจอะไรบ้าง HIV.gov ระบุว่าผู้ให้บริการอาจตรวจสามตำแหน่ง คือ คอ อวัยวะเพศ และทวารหนัก ขึ้นกับอาการและลักษณะการมีเพศสัมพันธ์ ดูรายละเอียดได้ที่ตรวจสุขภาพทางเพศคืออะไร และควรตรวจบ่อยแค่ไหน
- รักษาทั้งคู่ HIV.gov ระบุว่า ถ้าฝ่ายใดเป็นโรคที่รักษาหายได้ ทั้งสองคนต้องเริ่มรักษาทันทีเพื่อไม่ให้ติดกลับไปมา
- ถามเรื่องเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษา กับผู้ที่รักษาโรคนั้นโดยตรง
- ตรวจไวรัสตามนัด HIV.gov แนะนำให้คุยกับผู้ให้บริการว่าควรตรวจปริมาณไวรัสบ่อยแค่ไหน
คำถามที่พบบ่อย
เป็นหนองในอยู่ ต้องกลับไปใช้ถุงยางอนามัยเพื่อกันเอชไอวีไหม
ถ้าเงื่อนไขของ U=U ครบ บทความทบทวนหลักฐานของ i-Base ระบุว่ายังไม่มีรายงานการถ่ายทอดเอชไอวี รวมถึงในช่วงที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ด้วย ส่วนถุงยางอนามัยยังช่วยลดการส่งต่อหนองในได้ ช่วงรักษาจะมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร ให้ถามผู้ที่รักษาโดยตรง
ถ้าคนที่เป็นโรคคือคู่ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี U=U ยังใช้ได้ไหม
ใน PARTNER ระยะที่สอง ช่วงที่ฝ่ายไม่มีเชื้อเป็นโรคมีข้อมูล 116 ปีคู่ และไม่พบการถ่ายทอดภายในคู่ แต่ข้อมูลช่วงนี้น้อยกว่าภาพรวม ตัวเลขจึงแม่นยำน้อยกว่า
เพิ่งเริ่มยาไม่ถึง 6 เดือน แล้วเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต้องทำอย่างไร
ช่วงนี้อาจยังไม่ครบเงื่อนไขที่ i-Base แนะนำ ให้รักษาโรคตามที่ผู้ให้บริการสั่งและกินยาต้านไวรัสต่อ ถ้าไวรัสยังตรวจพบอยู่ HIV.gov ระบุว่ายังปกป้องคู่ได้ด้วยวิธีอื่น เช่น ถุงยางอนามัย การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยขึ้น และ/หรือ PrEP (เพร็พ) สำหรับคู่ที่ไม่มีเชื้อ จนกว่าไวรัสจะตรวจไม่พบ
สรุป
งานวิจัย PARTNER และ Opposites Attract ไม่พบการถ่ายทอดเอชไอวีในช่วงที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่อฝ่ายมีเชื้อกินยาจนไวรัสอยู่ในเกณฑ์ตรวจไม่พบ เรื่อง STI กับ U=U จึงไม่ใช่เหตุให้หมดความมั่นใจ แต่หลักฐานยังน้อยกว่าภาพรวม และ U=U ไม่ได้ป้องกันโรคอื่น ทางที่ดีคือกินยาต่อเนื่อง ตรวจไวรัสตามนัด ตรวจโรคตามที่ผู้ให้บริการแนะนำ และรักษาพร้อมกันทั้งคู่
แหล่งอ้างอิง
- HIV.gov: HIV Treatment as Prevention
- HIV.gov: Sexually Transmitted Infections
- WHO (2023): The role of HIV viral suppression in improving individual health and reducing transmission
- HIV i-Base: Questions about U=U
- HIV i-Base: The evidence for U=U: why negligible risk is zero risk
- Rodger AJ, et al. PARTNER final results. The Lancet, 2019
- Phanuphak N, et al. STIs and HIV RNA among Thai MSM before and after ART. J Int AIDS Soc, 2018
- Champredon D, et al. STI co-infections and HIV viral load on ART: meta-analysis. BMC Infect Dis, 2015

