U=U ไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์ U=U (ตรวจไม่พบ เท่ากับ ไม่ถ่ายทอด) หมายถึงผู้ที่กินยาต้านไวรัสจนกดไวรัสได้สำเร็จจะไม่ถ่ายทอดเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น ถ้ายังไม่อยากตั้งครรภ์ ยังต้องคุมกำเนิด เรื่องการคุมกำเนิดเมื่ออยู่กับเอชไอวี แนวทางการรักษาของไทยปี 2564/2565 เขียนว่าเลือกได้ทุกวิธีโดยใช้ร่วมกับถุงยางอนามัยเสมอ มีข้อกำกับของบางวิธี และยาต้านบางสูตรอาจทำให้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ผลน้อยลง ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนวิธี ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร
U=U ป้องกันเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์
หน้า U=U ของกรมควบคุมโรคเขียนว่า U=U ใช้ป้องกันการถ่ายทอดเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น และผู้มีสถานะ U=U หากต้องการคุมกำเนิด ยังจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้วิธีอื่นที่มีประสิทธิภาพ
แนวทางการรักษาปี 2564/2565 เขียนว่า ผู้ที่กินยาต้านไวรัสสม่ำเสมอมาอย่างน้อย 6 เดือนและกดไวรัสได้ถึงระดับที่แพทย์ใช้เป็นเกณฑ์ จะไม่แพร่เชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ผลตรวจให้แพทย์เป็นผู้อ่าน เรื่องระดับไวรัส อ่านต่อที่ Viral Load ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะเป็น U=U
คุมกำเนิดเมื่ออยู่กับเอชไอวี แนวทางไทยวางหลักไว้อย่างไร
คำแนะนำสำคัญของหัวข้อการวางแผนครอบครัวในแนวทางเขียนว่า ผู้ที่ยังไม่ประสงค์จะตั้งครรภ์เลือกใช้วิธีคุมกำเนิดได้ทุกวิธี โดยร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยเสมอ และเขียนว่าจะเป็นถุงยางอนามัยหรือถุงอนามัยสตรีก็ได้
องค์การอนามัยโลกเขียนในเอกสารข้อเท็จจริงว่าถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดวิธีเดียวที่ป้องกันได้ทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมถึงเอชไอวี และได้ผลป้องกันการตั้งครรภ์เมื่อใช้อย่างถูกวิธี
ตารางเทียบแต่ละวิธีกับข้อกำกับในคำแนะนำของไทย
| วิธีคุมกำเนิด | สิ่งที่แนวทางเขียนไว้ |
|---|---|
| ห่วงอนามัย | ใช้ได้อย่างปลอดภัยทั้งชนิดทองแดงและชนิดฮอร์โมน แต่การเริ่มใส่ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์ซึ่งยังไม่ได้รับการรักษา ต้องระมัดระวังความเสี่ยงต่อการอักเสบในอุ้งเชิงกราน และคำแนะนำสำคัญเขียนว่าไม่เหมาะในรายที่ระดับภูมิคุ้มกัน (CD4) ต่ำและปริมาณไวรัสในเลือดสูง |
| ยาฝังคุมกำเนิด | แนะนำเป็นทางเลือกหนึ่ง ตอนที่แนวทางพิมพ์ยังไม่มีการศึกษาผลของยาต้านต่อระดับฮอร์โมนจากยาฝัง แต่มีรายงานการตั้งครรภ์หลายรายในหญิงที่ได้รับยาต้านหลังฝังยาชนิด Implanon นานกว่า 24 เดือน แนวทางจึงเขียนว่าในหญิงกลุ่มนี้อาจพิจารณาเปลี่ยนอันใหม่เร็วกว่ากำหนด ให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา |
| ยาฉีดคุมกำเนิด (DMPA) | การศึกษาที่แนวทางอ้างไม่พบปฏิกิริยากับยาต้านกลุ่ม NNRTIs หรือ PIs และไม่จำเป็นต้องฉีดบ่อยกว่าระยะเวลาที่กำหนด |
| ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม | อาจได้ผลน้อยลงในผู้ที่กินยาต้านบางสูตร ดูหัวข้อถัดไป |
| การทำหมัน | หมันชายหรือหมันหญิงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับครอบครัวที่มีบุตรเพียงพอแล้ว |
| ยาฆ่าอสุจิ | แนวทางเขียนว่าองค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีคุมกำเนิดสำหรับหญิงที่มีเชื้อเอชไอวี |
วิธีไหนเหมาะกับใคร แพทย์เป็นผู้ประเมินเป็นรายคน ข้อที่เกี่ยวกับยาต้าน ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกรว่าใช้ร่วมกับยาที่คุณกินอยู่ได้หรือไม่
ยาต้านสูตรไหนที่แนวทางเขียนว่าอาจทำให้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ผลน้อยลง
แนวทางของไทยเขียนว่า ผู้ที่กินยาต้านสูตรที่มียากลุ่ม PIs ที่เสริมฤทธิ์ด้วยริโทนาเวียร์ (แนวทางใช้ชื่อย่อว่า bPI) หรือยาเอฟาไวเรนซ์ (EFV) อาจมีผลให้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้ผลน้อยลง เพราะมีผลต่อระดับยา ส่วนคำแนะนำสำคัญของหัวข้อยก LPV/r เป็นตัวอย่างยาที่ทำให้ระดับยาคุมกำเนิดลดลง
แนวทางแนะนำปริมาณฮอร์โมนขั้นต่ำของยาเม็ดคุมกำเนิดสำหรับผู้ที่กินยากลุ่ม bPI ไว้ และเน้นการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดไหนใช้กับยาต้านที่กินอยู่ได้ ให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้เลือก ไม่ควรเปลี่ยนยาคุมหรือยาต้านเอง
แนวทางไม่ได้เอ่ยถึงยาโดลูเทกราเวียร์ (DTG) ในข้อนี้ คือไม่ได้เขียนว่ามีผลหรือไม่มีผล ส่วน HIV i-Base องค์กรให้ข้อมูลการรักษาเอชไอวีในสหราชอาณาจักร เขียนในคู่มือหัวข้อการคุมกำเนิดหลังคลอด ฉบับปรับปรุง 1 พฤศจิกายน 2566 ว่ายาต้านไม่กี่ตัวมีปฏิกิริยากับยาเม็ดคุมกำเนิด และมีหลายตัวที่ไม่มี รวมถึงโดลูเทกราเวียร์ และให้แจ้งแพทย์ที่ดูแลเพื่อขอคำแนะนำ
กินสูตรที่มี DTG อยู่ แล้วยังไม่อยากตั้งครรภ์ ต้องรู้อะไร
แนวทางของไทยปี 2564/2565 เขียนว่าหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ใช้ยาโดลูเทกราเวียร์ (DTG) ควรได้รับคำแนะนำเรื่องวิธีคุมกำเนิด เนื่องจากมีรายงานความผิดปกติของท่อประสาทในทารกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในหญิงที่เริ่มยานี้ก่อนการตั้งครรภ์
แนวทางเขียนต่อว่าประโยชน์ของยานี้มีมากกว่า การใช้ยาจึงไม่เป็นข้อห้ามในหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อาจมีบุตรได้ หากต้องการมีบุตร แนวทางให้แพทย์เป็นผู้ให้ข้อมูลความเสี่ยงและคำแนะนำ
รายงานการประชุมขององค์การอนามัยโลกเมื่อมีนาคม 2565 เขียนว่า ข้อมูลถึงกันยายน 2564 จากการศึกษาในบอตสวานาพบว่าอัตราความผิดปกติของท่อประสาทในทารกของแม่ที่ได้ยานี้ช่วงปฏิสนธิลดลงอีก อยู่ในช่วงเดียวกับที่พบในผู้ที่ใช้ยาสูตรอื่น และข้อมูลนี้ยังสนับสนุนแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่แนะนำยานี้เป็นทางเลือกแรกสำหรับหญิงตั้งครรภ์ หญิงวัยเจริญพันธุ์ และหญิงที่พยายามตั้งครรภ์
ถ้ากังวล ไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาต้านเอง ให้ถามแพทย์ และถามได้ว่ามีข้อมูลใหม่กว่านี้หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนใจอยากมีลูก อ่านต่อที่ วางแผนมีลูกเมื่อ U=U ตั้งครรภ์เองได้ไหม ต้องเตรียมอะไร
เรื่องคุมกำเนิด ถามคลินิกและคุยกับคู่อย่างไร
ข้อเสนอของผู้เขียนสำหรับนัดถัดไป
- บอกทีมที่ดูแลว่าใช้ยาต้าน ยาอื่น และอาหารเสริมอะไรอยู่
- ถามว่าถ้าลืมกินยาคุมหรือถุงยางอนามัยแตก ควรทำอะไรต่อ
อยากได้ตัวอย่างประโยคเปิดบทสนทนากับคู่ อ่าน สุขภาพทางเพศและการสื่อสารอย่างปลอดภัย ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

คำถามที่พบบ่อย
U=U แล้ว ยังตั้งครรภ์ได้ไหม
ได้ U=U คือการไม่ถ่ายทอดเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ของผู้ที่กินยาต้านไวรัสจนกดไวรัสได้สำเร็จ ไม่ใช่การคุมกำเนิด แนวทางของไทยถือว่าเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในวันไข่ตกเป็นทางเลือกหนึ่งในการทำให้ตั้งครรภ์ และกรมควบคุมโรคเขียนว่าผู้มีสถานะ U=U ที่ต้องการคุมกำเนิดยังจำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยหรือวิธีอื่นที่มีประสิทธิภาพ
ใส่ห่วงอนามัยอยู่ก่อนรู้ว่ามีเชื้อเอชไอวี ต้องถอดออกไหม
แนวทางของไทยเขียนว่า หญิงที่ใส่ห่วงอนามัยอยู่ก่อนจะทราบว่ามีเชื้อเอชไอวีไม่จำเป็นต้องเอาออก ข้อกำกับอื่นของห่วงอนามัยดูในตารางข้างบน และให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน
กินยาต้านอยู่ ต้องฉีดยาคุมกำเนิดถี่ขึ้นกว่าปกติไหม
แนวทางของไทยเขียนว่า การศึกษาที่ติดตามผู้กินยาต้านกลุ่ม NNRTIs หรือ PIs ไม่พบปฏิกิริยากับยาฉีดชนิด DMPA และไม่จำเป็นต้องฉีดบ่อยกว่าระยะเวลาที่กำหนด ถ้ากินยากลุ่มอื่น ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร
ยาต้านของฝ่ายชายทำให้ยาคุมของอีกฝ่ายได้ผลน้อยลงไหม
แนวทางของไทยเขียนข้อนี้ถึงผู้ที่กินยาต้านและใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเอง โดยให้เหตุผลว่ามีผลต่อระดับยา ไม่ได้เขียนถึงยาของคู่ ข้อนี้เป็นการอ่านขอบเขตของแนวทาง ไม่ใช่ข้อสรุปทางการแพทย์ ถ้าไม่แน่ใจ ถามเภสัชกรได้
ใครเป็นคนเลือกวิธีคุมกำเนิด
แนวทางของไทยเขียนว่าควรให้ผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีคุมกำเนิดเอง หลังได้รับข้อมูลและคำปรึกษาแล้ว
สรุป
U=U คือการไม่ถ่ายทอดเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ของผู้ที่กินยาต้านไวรัสจนกดไวรัสได้สำเร็จ ไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์ แนวทางของไทยเขียนว่าเลือกวิธีคุมกำเนิดได้ทุกวิธีโดยร่วมกับถุงยางอนามัยเสมอ และยาเม็ดคุมกำเนิดอาจได้ผลน้อยลงในผู้ที่กินยาต้านบางสูตร
ถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด ไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง เรื่องเพศและเรื่องลูกเป็นสิ่งที่ถามได้โดยไม่ต้องเกรงใจ
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค
- U = U เราเท่ากัน ทุกคนเท่าเทียม — ศูนย์รวมข้อมูลเอชไอวี กรมควบคุมโรค เรื่อง U=U กับการคุมกำเนิด
- Update on the transition to dolutegravir-based antiretroviral therapy — รายงานการประชุมขององค์การอนามัยโลก มีนาคม 2565 ข้อเรื่องยา DTG กับท่อประสาทของทารก
- Family planning/contraception methods — เอกสารข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลก 3 กรกฎาคม 2568
- Will I need to use contraception after the baby is born? — คู่มือของ HIV i-Base ปรับปรุง 1 พฤศจิกายน 2566
