ตรวจไม่พบ = ไม่แพร่เชื้อ · U=U คือความจริงที่วิทยาศาสตร์ยืนยันแล้ว
บทความ

ทั้งคู่มีเชื้อเอชไอวี จะรับเชื้อซ้ำจากกันได้ไหม

เมื่อคู่รักมีเชื้อเอชไอวีทั้งสองคน คำถามเรื่องการรับเชื้อซ้ำ (superinfection) และการใช้ถุงยางอนามัยมักตามมา บทความนี้รวบรวมสิ่งที่ i-Base องค์การอนามัยโลก และแนวทางประเทศไทย ปี 2564/2565 ระบุไว้ พร้อมบอกตรง ๆ ว่าหลักฐาน…

ทั้งคู่มีเชื้อเอชไอวี จะรับเชื้อซ้ำจากกันได้ไหม

เมื่อทั้งคู่มีเชื้อเอชไอวี คำถามที่มักตามมาคือจะ "รับเชื้อซ้ำ" จากคู่ของตัวเองได้ไหม คู่มือของ i-Base องค์กรข้อมูลการรักษาเอชไอวีในอังกฤษ ตอบว่าถ้าคู่ของคุณมีไวรัสในเลือดอยู่ในระดับตรวจไม่พบ ก็ไม่มีความเสี่ยงของการรับเชื้อซ้ำ เหตุผลที่หลายคู่ยังใช้ถุงยางอนามัยจึงเป็นเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นและการตั้งครรภ์

ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว เงื่อนไขสำคัญคือ "กดไวรัสได้จริงและต่อเนื่อง" ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่ผลเลือดเป็นบวกเหมือนกัน

ภาพผู้ชายสองคนอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น พร้อมข้อความอธิบายเรื่องการรับเชื้อเอชไอวีซ้ำและหลัก U=U

ทั้งคู่มีเชื้อเอชไอวี แล้วยังส่งต่อเชื้อให้กันได้ไหม

ต้องแยกสองเรื่องก่อน เรื่องแรกคือการส่งต่อเชื้อไปยังคนที่ยังไม่มีเชื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลักการ U=U (Undetectable = Untransmittable หรือ ตรวจไม่พบ เท่ากับ ไม่ถ่ายทอดเชื้อ) พูดถึงโดยตรง เรื่องที่สองคือการรับเชื้อสายพันธุ์ที่สองในคนที่มีเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งมีหลักฐานคนละชุด

เอกสารนโยบายขององค์การอนามัยโลก ปี 2566 ระบุว่าผู้ที่มีไวรัสในระดับตรวจไม่พบและยังกินยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่มีความเสี่ยงเลยที่จะถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่ทางเพศสัมพันธ์ ส่วนผู้ที่กดไวรัสได้แต่ยังตรวจพบในระดับไม่เกิน 1,000 copies/mL ฉบับเดียวกันใช้คำว่าเกือบเป็นศูนย์ ซึ่งไม่ใช่คำเดียวกับศูนย์

ข้อความชุดนี้พูดถึงการถ่ายทอดเชื้อไปยังคู่ทางเพศสัมพันธ์ และหลักฐานเบื้องหลังมาจากการศึกษาในคู่ที่อีกฝ่ายยังไม่มีเชื้อ ผู้ที่นำหลักเดียวกันมาตอบเรื่องการรับเชื้อซ้ำโดยตรงคือ i-Base ซึ่งเขียนในคู่มือฉบับปรับปรุงเดือนมกราคม 2566 ว่าไม่มีความเสี่ยงของการรับเชื้อซ้ำหากคู่มีไวรัสในระดับตรวจไม่พบ เพราะความเสี่ยงผูกกับระดับไวรัสเช่นเดียวกับกรณีอื่น ถ้าไม่แน่ใจว่าค่าในใบผลเลือดอยู่ตรงไหน อ่านต่อได้ที่ Viral Load ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะเป็น U=U

การรับเชื้อซ้ำ หรือ superinfection คืออะไร

i-Base นิยามว่า การรับเชื้อซ้ำคือการที่คนซึ่งมีเชื้อเอชไอวีอยู่แล้วได้รับเชื้อสายพันธุ์ที่สองเข้ามาอีก บางครั้งเรียกว่า superinfection คู่มือระบุว่าไม่ใช่ความเสี่ยงที่สูง แต่ถ้าเกิดขึ้นและไวรัสตัวใหม่ดื้อยา ก็อาจกระทบสูตรยาที่ใช้อยู่

ปัจจัยที่ i-Base ระบุว่าน่าจะสำคัญที่สุดคือระดับไวรัส โดยเขียนว่าไวรัสที่สูงมากคือกรณีที่เสี่ยงที่สุด ส่วนโอกาสที่เชื้อตัวใหม่จะดื้อยาพบน้อยกว่าและขึ้นกับอัตราการดื้อยาในแต่ละประเทศ อีกข้อที่ระบุตรงตัวคือ เดิมเคยเชื่อว่าเป็นความเสี่ยงเฉพาะช่วงแรกของการมีเชื้อ แต่ก็มีรายงานในช่วงที่มีเชื้อมานานแล้ว รวมถึงกรณีที่คนซึ่งกินยาอยู่รับเชื้อดื้อยาเข้ามา

หลักฐานเรื่องการรับเชื้อซ้ำ บอกอะไรได้แค่ไหน

ต้องพูดให้ชัดว่า งานวิจัยส่วนใหญ่ทำในคนที่ยังไม่ได้กินยาหรือยังมีไวรัสสูง จึงตอบคำถามของคู่ที่กดไวรัสได้ทั้งคู่ไม่ได้โดยตรง

มีงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2552 ตามคู่ชายที่เป็นคู่นอนระยะยาวและมีเชื้อทั้งสองฝ่าย 8 คู่ ผู้วิจัยระบุเองว่าทุกคู่มีอย่างน้อยหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มโอกาสรับสายพันธุ์ใหม่ คือ ตรวจพบไวรัสในเลือด มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ผลคือในหนึ่งคู่พบไวรัสลูกผสมที่อาจมาจากคู่ของตน ข้อสรุปจึงเขียนว่าอาจเกิดขึ้นได้ ไม่ได้บอกว่าเกิดบ่อย

อีกชิ้นที่เผยแพร่ในปี 2556 คัดกรองผู้หญิงในเมืองมอมบาซา ประเทศเคนยา 146 คน พบการรับเชื้อซ้ำ 21 ราย คิดเป็น 2.61 รายต่อ 100 คน-ปี เทียบกับการติดเชื้อครั้งแรกที่ 5.75 รายต่อ 100 คน-ปี ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะช่วงหลัง 6 เดือนแรกของการมีเชื้อ เงื่อนไขอีกข้อที่ต้องอ่านคู่กันคือ ผู้วิจัยใช้เฉพาะตัวอย่างเลือดที่มีไวรัสมากกว่า 1,000 copies/mL และเก็บก่อนเริ่มยา

เมื่อแหล่งต่างกันก็ควรบอกว่าต่าง i-Base เขียนว่างานวิจัยส่วนใหญ่มองว่าความเสี่ยงใกล้เคียงการรับเชื้อครั้งแรก ขณะที่งานในเคนยาพบว่าต่ำกว่า ทั้งสองแหล่งตรงกันข้อเดียวคือไม่มีชิ้นไหนวัดในคู่ที่กดไวรัสได้ทั้งคู่

เกณฑ์ "ตรวจไม่พบ" ของแต่ละแหล่งไม่เท่ากัน

คำว่ากดไวรัสได้ แต่ละเอกสารใช้ตัวเลขไม่เหมือนกัน ตารางนี้ช่วยให้รู้ว่ากำลังพูดถึงเกณฑ์ไหน

แหล่ง เกณฑ์ที่ระบุ บริบทของข้อความ
แนวทางไทย ปี 2564/2565 ทั้งคู่ตรวจไม่พบ และกินยาสม่ำเสมออย่างน้อย 6 เดือน (ระบุเกณฑ์ไวรัสไม่เกิน 50 copies/mL) ตารางทางเลือกการมีบุตร แถวคู่ที่มีเชื้อทั้งสองคน
องค์การอนามัยโลก ปี 2566 ตรวจไม่พบ คือวัดไม่ได้ด้วยชุดตรวจที่ใช้ ถือว่าเสี่ยงเป็นศูนย์ การถ่ายทอดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
องค์การอนามัยโลก ปี 2566 กดได้แต่ยังตรวจพบ ไม่เกิน 1,000 copies/mL ถือว่าเกือบเป็นศูนย์ ยังต้องติดตามผลและดูแลการกินยา
งานวิจัยที่องค์การอนามัยโลกทบทวน สามการศึกษาไม่พบการถ่ายทอดเชื้อเมื่อไวรัสต่ำกว่า 200 copies/mL คู่ที่อีกฝ่ายยังไม่มีเชื้อ

เอกสารฉบับเดียวกันยังบันทึกว่า มีการศึกษาหนึ่งพบการถ่ายทอดเชื้อหนึ่งราย ในคู่ที่ฝ่ายมีเชื้อเคยมีผลราว 850 copies/mL สองครั้ง แต่ไม่ทราบระดับไวรัสในวันที่เกิดการถ่ายทอด ข้อสรุปจึงเขียนว่าไวรัสต่ำกว่า 1,000 copies/mL ไม่เชื่อมโยงชัดเจนกับการถ่ายทอดเชื้อ ไม่ได้เขียนว่าเป็นศูนย์

ภาพคู่รักชายสองคนพร้อมยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ สื่อถึงการกินยาสม่ำเสมอ ตรวจซ้ำ และปรึกษาคลินิกเมื่อยังตรวจพบไวรัส

ถ้าอีกฝ่ายยังกดไวรัสไม่ได้ ควรทำอย่างไร

กรณีนี้คำตอบเปลี่ยน i-Base ตอบคำถามของคู่ที่ฝ่ายหนึ่งกินยาแล้วแต่อีกฝ่ายยังไม่เริ่มไว้ว่า ถ้าผลไวรัสยังตรวจพบ ก็มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่อีกฝ่ายจะรับเชื้อดื้อยาเข้าไป และการดื้อยามักเกิดเมื่อขาดยาบ่อย ๆ

องค์การอนามัยโลกวางขั้นตอนไว้ว่า ใครที่ยังตรวจพบไวรัส แม้ไม่เกิน 1,000 copies/mL ควรได้รับการช่วยเหลือเรื่องการกินยาให้สม่ำเสมอและตรวจซ้ำเพื่อติดตาม ส่วนการเปลี่ยนสูตรยาจะพิจารณาเมื่อผลสูงเกิน 1,000 copies/mL สองครั้งติดกัน ห่างกันสามเดือน โดยมีการให้คำปรึกษาคั่นระหว่างนั้น

แปลว่าอะไรสำหรับคุณ ผลไวรัสที่ขึ้นครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าสูตรยาล้มเหลว และไม่ใช่เรื่องที่ควรหยุดยาเอง สิ่งที่ทำได้คือกลับไปคุยกับคลินิกเพื่อหาสาเหตุ

เหตุผลที่คู่จำนวนมากยังใช้ถุงยางอนามัย

i-Base ตอบคำถามของคู่ที่มีเชื้อทั้งสองฝ่ายไว้ตรง ๆ ว่า ความเสี่ยงหลักสองข้อของการไม่ใช้ถุงยางอนามัยคือการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ถ้าสองข้อนี้ไม่ใช่เรื่องที่กังวล ก็ไม่มีความเสี่ยงเหลืออยู่ และเป็นการตัดสินใจร่วมกัน

ถุงยางอนามัยจึงยังทำหน้าที่อยู่ เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นการกันซิฟิลิส หนองใน และการตั้งครรภ์ การคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามรอบจึงยังจำเป็น อ่านต่อได้ที่ STI กับ U=U: เป็นหนองในหรือซิฟิลิส ยังไม่แพร่ HIV ไหม

คำถามที่พบบ่อย

ทั้งคู่ตรวจไม่พบแล้ว ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งไหม

ตามคำตอบของ i-Base ถ้าการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ใช่ข้อกังวลของคุณสองคน ก็ถือว่าไม่มีความเสี่ยงเหลืออยู่ และเป็นเรื่องที่ทั้งคู่เลือกเอง โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งคู่กินยาต่อเนื่องและมีผลตรวจยืนยัน

จะรู้ได้อย่างไรว่ารับเชื้อสายพันธุ์ที่สองเข้ามาแล้ว

งานวิจัยยืนยันด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสแล้ววิเคราะห์สายวิวัฒนาการ ซึ่งไม่ใช่การตรวจในบริการทั่วไป สิ่งที่คลินิกติดตามคือผลปริมาณไวรัสตามนัด ถ้าผลที่เคยตรวจไม่พบกลับขึ้นมา แพทย์จะประเมินว่าควรตรวจอะไรต่อ

อยากมีลูก ต้องเริ่มจากตรงไหน

แนวทางของประเทศไทย ปี 2564/2565 แยกทางเลือกตามผลเลือดของทั้งคู่ไว้ในตารางทางเลือกการมีบุตร ซึ่งเขียนสำหรับคู่ที่ไม่มีปัญหามีบุตรยาก แถวของคู่ที่มีเชื้อทั้งสองคนเขียนว่า มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางได้เมื่อทั้งคู่ตรวจไม่พบไวรัสและกินยาต้านสม่ำเสมอมาอย่างน้อย 6 เดือน ไม่มีเงื่อนไขเรื่องวันไข่ตก ส่วนวันไข่ตกที่แนวทางพูดถึง เป็นวิธีเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ไม่ใช่เงื่อนไขความปลอดภัย ควรวางแผนกับทีมที่ดูแลคุณก่อนเสมอ

สรุป

เมื่อทั้งคู่มีเชื้อเอชไอวีและกดไวรัสได้ทั้งสองคน ความเสี่ยงเรื่องเอชไอวีระหว่างกันไม่ใช่ประเด็นหลักอีกต่อไป ตามที่ i-Base ระบุว่าไม่มีความเสี่ยงของการรับเชื้อซ้ำเมื่อคู่มีไวรัสในระดับตรวจไม่พบ สิ่งที่ยังต้องดูแลคือการกินยาต่อเนื่อง ผลตรวจตามนัด การคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการคุมกำเนิด ส่วนหลักฐานเรื่องการรับเชื้อซ้ำยังจำกัด ทบทวนหลักการทั้งหมดได้ที่หน้า U=U: เมื่อกดไวรัสได้ต่อเนื่อง HIV จะไม่ถูกถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าผลเลือดล่าสุดอยู่ตรงไหน การนัดไปตรวจปริมาณไวรัสและคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พร้อมกัน เป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด และเป็นการดูแลสุขภาพตามปกติของคนสองคนที่ห่วงกัน

แหล่งอ้างอิง