ตรวจไม่พบ = ไม่แพร่เชื้อ · U=U คือความจริงที่วิทยาศาสตร์ยืนยันแล้ว
บทความ

กลัวคนรู้ว่ามีเชื้อจนไม่กล้ากินยา กระทบ U=U อย่างไร

กลัวคนรู้ว่ามีเชื้อจนไม่กล้ากินยาต้าน กระทบ U=U ตรงที่การไม่ส่งต่อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ยืนอยู่บนการกินยาต้านตามที่แพทย์สั่งจนตรวจไม่พบไวรัส การสำรวจ Stigma Index 2.0 ในไทย ช่วงปี 2565 ถึง 2566 พบว่าร้อยละ 6.9 ของผู้ตอบ …

กลัวคนรู้ว่ามีเชื้อจนไม่กล้ากินยา กระทบ U=U อย่างไร

กลัวคนรู้ว่ามีเชื้อจนไม่กล้ากินยาต้าน กระทบ U=U ตรงที่การไม่ส่งต่อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ยืนอยู่บนการกินยาต้านตามที่แพทย์สั่งจนตรวจไม่พบไวรัส องค์การอนามัยโลกเขียนในเอกสารปี 2566 ว่าภาวะกดไวรัสนี้ย้อนกลับได้ ถ้าเข้าถึงยาไม่ได้หรือหยุดกินยาตามที่แพทย์สั่ง

การสำรวจเรื่องการตีตราที่นำโดยผู้มีเชื้อเอชไอวี (Stigma Index 2.0) ในไทย ช่วงปี 2565 ถึง 2566 พบว่าร้อยละ 6.9 ของผู้ตอบ 2,449 คน เคยมีเหตุไม่กินยาต้านในรอบ 12 เดือนเพราะกังวลว่าคนอื่นจะรู้สถานะ ผู้เขียนแนะนำว่าอย่าหยุดยาเอง ถ้าขาดยาไปแล้ว ให้ติดต่อหน่วยบริการที่รักษาอยู่

กลัวคนรู้ว่ามีเชื้อจนไม่กินยา ข้อมูลไทยพบอะไร

การสำรวจนี้นำโดยมูลนิธิผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทย เก็บข้อมูลช่วงสิงหาคม 2565 ถึงมกราคม 2566 กับผู้มีเชื้อเอชไอวีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่รู้สถานะมาอย่างน้อย 12 เดือน 2,508 คน ใน 24 จังหวัดจากทั้ง 13 เขตสุขภาพ ผลเรื่องการกินยาบางข้อมีดังนี้

  • ร้อยละ 10 ของผู้ตอบ 2,449 คน หรือ 237 คน เคยหยุดยาหรือกินยาไม่สม่ำเสมอ เมื่อแบ่งตามอัตลักษณ์ทางเพศ สัดส่วนสูงที่สุดอยู่ในผู้หญิงข้ามเพศ คือร้อยละ 17 ของผู้ตอบที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศ 178 คน และรายงานเขียนว่าผู้หญิงข้ามเพศระบุเหตุที่ทำให้ลังเล ล่าช้า หรือไม่ได้เข้ารับการรักษามากที่สุดด้วย
  • ในกลุ่ม 237 คนนี้ ร้อยละ 29 ให้เหตุผลว่ากังวลว่าสถานะจะถูกเปิดเผย ส่วนเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับการตีตรา เช่น ไปโรงพยาบาลรับยาไม่ได้ร้อยละ 10
  • ในผู้ตอบที่เคยถูกตีตราในชุมชนในรอบ 12 เดือน ร้อยละ 22 เคยหยุดยาหรือขาดยาเป็นช่วง เทียบกับร้อยละ 9 ในคนที่ไม่ได้ถูกตีตราในชุมชนในรอบ 12 เดือน

ตัวเลขเหล่านี้เป็นคำตอบที่ผู้ตอบเล่าเอง ผู้ตอบได้รับการชวนผ่านสถานบริการสุขภาพ สถานที่ในชุมชน และการส่งต่อคำชวนจากผู้ตอบด้วยกัน ผู้เขียนอ่านว่าข้อสุดท้ายบอกว่าสองเรื่องนี้พบร่วมกัน แต่ไม่ได้บอกว่าการถูกตีตราเป็นสาเหตุ

ทำไมการกินยาต่อเนื่องจึงสำคัญกับ U=U

แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 ของกรมควบคุมโรค เขียนในหัวข้อการรักษาเสมือนการป้องกันว่า การเริ่มยาต้านเร็วและการกินยาที่ดีสามารถนำไปสู่การกดไวรัสจนตรวจไม่พบ ทำให้ไม่ถ่ายทอดเชื้อไปสู่คู่นอน หรือที่เรียกว่า U=U ทั้งนี้ U=U พูดถึงการไม่ส่งต่อเชื้อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น

องค์การอนามัยโลกเขียนว่าผู้มีเชื้อที่กินยาต้านตามที่แพทย์สั่งจนตรวจไม่พบไวรัสต่อเนื่อง ไม่มีความเสี่ยงที่จะส่งต่อเอชไอวีให้คู่ทางเพศสัมพันธ์ และเขียนว่าปริมาณไวรัสของแต่ละคนขึ้นลงได้ตามการเข้าถึงยาและการกินยา

ผลตรวจปริมาณไวรัสของคุณถึงระดับที่แพทย์ใช้หรือยัง ให้แพทย์เป็นผู้อ่านผล ถ้าขาดยาไปช่วงหนึ่ง ให้ติดต่อหน่วยบริการที่รักษาอยู่ และอ่านต่อได้ที่ ขาดยาต้านไปหลายวัน ยังเป็น U=U อยู่ไหม

ภาพประกอบ: กลัวคนรู้ว่ามีเชื้อจนไม่กล้ากินยา กระทบ U=U อย่างไร (2/3)

ยังไม่อยากให้ใครรู้ มีทางเลือกอะไรที่ช่วยให้กินยาต่อได้

คู่มือการจัดบริการสุขภาพทางไกลด้านเอชไอวีของกรมควบคุมโรค ปี 2566 เขียนว่าบริการทางไกลช่วยให้ผู้รับบริการเลือกวิธีรับการรักษาและรับยาตามความเหมาะสม เช่น การพูดคุยทางโทรศัพท์ และการส่งยาทางไปรษณีย์ คู่มือเดียวกันเขียนว่าบริการแบบนี้ต้องปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและรักษาความลับของผู้ป่วย

คู่มือยกตัวอย่างคนที่บริการทางไกลเป็นทางเลือกที่ดี เช่น ผู้มีเชื้อที่กินยาไม่สม่ำเสมอและอยากรับคำปรึกษาต่อเนื่อง แต่ไม่สะดวกมาโรงพยาบาลบ่อย

ส่วนวิธีวางแผนกินยาให้เข้ากับชีวิตประจำวัน อ่านต่อได้ที่ ทานยา ART ให้ต่อเนื่อง วิธีวางแผนที่เข้ากับชีวิตจริง

องค์การอนามัยโลกเขียนด้วยว่าการกินยาตามที่แพทย์สั่งต้องอาศัยระบบบริการ และสิ่งที่กระทบเป้าหมายของการรักษาได้มาก เช่น ยาขาดคลัง และการตีตรากับการเลือกปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพ และเขียนว่าผู้มีเชื้อหาทางไม่ให้พลาดยาได้หลายแบบ เช่น ช่วยกันเอง และได้แรงหนุนจากครอบครัวกับเพื่อนสนิทเมื่อทำได้

คุยกับทีมรักษาเรื่องความกลัวนี้อย่างไรดี

แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้ประเมินการกินยาทุกครั้งที่มารับบริการ เมื่อกินยาไม่สม่ำเสมอให้หาสาเหตุเพื่อหาทางแก้ไข และให้ประเมินด้านจิตใจทุกรายในครั้งแรกที่มารับบริการ ผู้เขียนแนะนำให้บอกทีมรักษาตรง ๆ เช่น

  • กลัวคนในบ้านหรือที่ทำงานเห็นยา หรือเห็นว่าไปโรงพยาบาลบ่อย
  • เว้นยาไปแล้วช่วงไหน และเพราะอะไร
  • อยากรู้ว่าหน่วยบริการมีการรับยาทางไกลหรือส่งยาให้หรือไม่

รายการนี้ผู้เขียนเรียบเรียงเอง ไม่ใช่แบบฟอร์มของคลินิก ผู้เขียนแนะนำว่าถ้ากลัวจนเครียดหรือนอนไม่หลับ ให้บอกทีมรักษาด้วย

องค์การอนามัยโลกเขียนว่าผู้มีเชื้อควรได้รับข้อมูลว่าผลตรวจปริมาณไวรัสหมายความว่าอะไร ผู้เขียนแนะนำว่าถ้ายังไม่เข้าใจผลตรวจของตัวเอง ให้ขอให้ทีมอธิบาย

ภาพประกอบ: กลัวคนรู้ว่ามีเชื้อจนไม่กล้ากินยา กระทบ U=U อย่างไร (3/3)

คำถามที่พบบ่อย

เว้นยาไปแล้วเพราะกลัวคนเห็น เริ่มจากตรงไหนก่อน

ผู้เขียนแนะนำให้ติดต่อหน่วยบริการที่รักษาอยู่โดยเร็ว อย่าเพิ่มยาเองเพื่อชดเชย และอย่าหยุดยาต่อ ถ้าช่วงที่ขาดยามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับคู่ที่ไม่มีเชื้อหรือไม่รู้ผลเลือดของตัวเอง ให้คู่ไปพบแพทย์เรื่องยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อหรือเป๊ป (PEP) โดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ ถ้ายังไม่พร้อมบอกคู่เอง ให้ถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลทันทีว่าช่วยแจ้งคู่ได้อย่างไร แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 เขียนว่าเป๊ปต้องกินจนครบ 4 สัปดาห์ ยาตัวไหนแพทย์เป็นผู้เลือก อย่าซื้อยากินเอง

ขอรับยาทางไปรษณีย์ได้ไหม

คู่มือบริการทางไกลด้านเอชไอวีของกรมควบคุมโรค ปี 2566 ยกการส่งยาทางไปรษณีย์เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริการ และเขียนว่าคลินิกกำหนดเกณฑ์ว่าใครรับบริการทางไกลได้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ผู้เขียนแนะนำให้ถามหน่วยบริการของคุณว่ามีบริการนี้หรือไม่ และมีเงื่อนไขอะไร ถ้ากลัวคนที่บ้านเห็นพัสดุ ถามด้วยว่าห่อยาจะจ่าหน้าอย่างไร

ตัวเลขจากการสำรวจนี้ใช้แทนผู้มีเชื้อทั้งประเทศได้ไหม

ยังไม่ได้ การสำรวจ Stigma Index 2.0 ในไทย ช่วงปี 2565 ถึง 2566 เก็บข้อมูลใน 24 จังหวัดที่รวมกันมีผู้มีเชื้อราวร้อยละ 55.7 ของประเทศ และเป็นคำตอบที่ผู้ตอบเล่าเอง รายงานเขียนข้อจำกัดไว้ด้วยว่า ผู้ตอบที่เป็นคนข้ามเพศมีน้อยกว่ากลุ่มอื่น และแรงงานข้ามชาติมีน้อยกว่าที่วางแผน ผู้เขียนอ่านว่าผลบอกว่าปัญหานี้มีอยู่ แต่ไม่ใช่สัดส่วนของผู้มีเชื้อทุกคนในไทย

ผลข้างเคียงทำให้อยากหยุดยา ต้องทำอย่างไร

การสำรวจ Stigma Index 2.0 ของไทย ช่วงปี 2565 ถึง 2566 พบว่าร้อยละ 11 ของผู้ที่เคยหยุดยาหรือกินยาไม่สม่ำเสมอ 237 คน ให้เหตุผลว่าทนผลข้างเคียงไม่ได้ ผู้เขียนแนะนำให้ติดต่อทีมรักษาโดยไม่ต้องรอถึงวันนัด บอกว่ามีอาการอะไร และอย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง

รู้เรื่อง U=U แล้วช่วยเรื่องความกลัวได้ไหม

รายงาน Stigma Index 2.0 ของไทยเสนอให้ขยายการเผยแพร่ข้อความว่า ตรวจไม่พบเท่ากับไม่ส่งต่อ และเขียนว่าข้อความนี้ช่วยลดการตีตราได้ และช่วยให้ผู้มีเชื้อก้าวข้ามการตีตราตัวเองได้ องค์การอนามัยโลกเขียนในเอกสารปี 2566 ว่างานวิจัยชี้ว่าผู้มีเชื้อที่รู้ประโยชน์ด้านการป้องกันของการรักษามีแนวโน้มกินยาตามที่แพทย์สั่งมากขึ้น และการรณรงค์แบบนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องการส่งต่อเชื้อให้คู่ทางเพศสัมพันธ์และลดการตีตราในชุมชน

สรุป

  • U=U หรือการไม่ส่งต่อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ ยืนอยู่บนการกินยาต้านตามที่แพทย์สั่งจนตรวจไม่พบไวรัส และองค์การอนามัยโลกเขียนว่าภาวะนี้ย้อนกลับได้ถ้าเข้าถึงยาไม่ได้หรือหยุดกินยาตามที่แพทย์สั่ง
  • การสำรวจ Stigma Index 2.0 ในไทย ช่วงปี 2565 ถึง 2566 พบว่าร้อยละ 6.9 ของผู้ตอบ 2,449 คน เคยมีเหตุไม่กินยาในรอบ 12 เดือนเพราะกลัวคนรู้สถานะ
  • ถามหน่วยบริการเรื่องบริการทางไกล อย่าหยุดยาเอง และถ้าช่วงที่ขาดยามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับคู่ที่ไม่มีเชื้อหรือไม่รู้ผลเลือดของตัวเอง ให้คู่ไปพบแพทย์เรื่องเป๊ปโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์

อ่านเรื่อง U=U เพิ่มเติมได้ที่หน้า U=U: เมื่อกดไวรัสได้ต่อเนื่อง HIV จะไม่ถูกถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง